เยี่ยมบ้านพิพิธภัณฑ์

ชั้น 2


  โรงหนัง “คลองโพรามา”

      เริ่มเปิดฉายเมื่อราวเดือนมกราคม พ.ศ.2550
      เป็นโรงภาพยนตร์เล็กๆ ฉายภาพเคลื่อนไหวให้ผู้เข้าชมได้นั่งชมเพลินๆ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งของรัฐบาล เพื่อมากั้นห้อง
ซื้อเครื่องฉาย และปรับปรุงบริเวณข้างเคียง
       ตั้งชื่อโรงภาพยนตร์ว่า คลองโพรามา มีบัตรชมภาพยนตร์ให้เป็นที่ระลึกด้วย
       ฉายภาพยนตร์เก่า เช่น น้ำท่วมปี 2485 และรถรางวันสุดท้าย พ.ศ.2511
ฝีมือคุณแท้ ประกาศวุฒิสาร ศิลปินแห่งชาติท่านได้นำดีวีดีภาพยนตร์ชุดนี้ซึ่งท่านตัดต่อและลงเสียงพากย์เอง
มาให้ถึงบ้านพิพิธภัณฑ์
       นอกนั้นเป็นภาพยนตร์เก่าอื่นๆ เช่น เงิน เงิน เงิน, ตลกชาลี แชปปลิน ฯลฯ เรื่องละสั้นๆ
       หน้าโรงหนังมีโต๊ะโกลรุ่นเก่า ยังเล่นได้สนุก 1 ตัว  


ตรอกข้างโรงหนัง


      สมมุติเป็นโรงพิมพ์ จัดแสดงเอกสาร หนังสือ ตู้ใส่ตัวเรียง เครื่องพิมพ์ต่างๆ ภาพดาราฯลฯ  


ร้านตัดผม “อรุณเกศา”


      เดิมร้านตัดผมอยู่ชั้น 1 ที่บัดนี้กลายเป็นร้านของเล่น(ห้างสถาพร) สมมติว่าชื่อร้านอรุณเกศา เพราะหน้าร้านมีรูปพระอาทิตย์กำลังเปล่งรัศมีตอนเช้า รัศมีนี้คุณศรายุทธ พึ่งสุจริต มัณฑนากรเลียนแบบมาจากร้านตัดผมที่ตลาดคลองสวน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ที่ตลาด อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ก็เห็นเขาทำรัศมีทำนองนี้เหมือนกัน
      ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ เล่ม 6 ฉบับวันที่ 9 กับ 16 กรกฎาคม ร.ศ.110 พ.ศ.2434 ผู้ใช้นามแฝงว่า ล.บ.ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นชื่อย่อของใครเขียนบอกไว้ในเรื่อง “วิธีตัดผม” ว่าโบราณเมืองไทยไม่มี “ร้านตัดผม” เป็นหลักเป็นหลักฐาน มีแต่แบบช่างเคลื่อนที่ไปหาลูกค้าเอง
      ช่างตัดผมชายเอาเครื่องมือห่อผ้าหรือใส่ล่วม ส่วนช่างหญิงเอาเครื่องมือใส่กะโล่หรือกระทายเที่ยวเดินไปตามที่ต่างๆ ใครเรียกที่ไหนก็แวะแวะตัดที่นั่น
      ล.บ.ว่าเครื่องมือตัดผมของช่างชายและหญิงมีเหมือนกันๆ ได้แก่ ตะไกรไทย มีดโกนจีน หวี ขี้ผึ้ง น้ำมันตานี กระจก แต่ของผู้หญิงนั้นมีเพิ่มพิเศษออกไปอีกหน่อยคือ เขม่า(ละอองดำ เอามาผสมกับน้ำมันตานีทาผมให้ดำ) ไม้สอยไร กับฝุ่นเช็ดไร
      สมัย ร.5 ชายไทยเริ่มจัดผมแบบฝรั่ง จึงเริ่มมีร้านตัดผมถาวรขึ้น ดังเอนก นาวิกมูลพบหลักฐานในวชิรญาณวิเศษ เล่ม 2 หน้า 18 ว่าช่วง พ.ศ.2429 ที่ถนนบำรุงเมืองมีร้านตัดผมและโกนผมชาย 6 ร้าน ในขณะที่ช่างหญิงยังคงกระเดียดกระทายเหมือนเดิม (ดูรายละเอียดในหนังสือ ประเพณีชีวิตไทย โดยเอนก นาวิกมูล)
      ยุค 2500 เรานิยมตั้งชื่อร้านตัดผมโดยมีคำว่า เกศา ประกอบอยู่ด้วย เช่นสวัสดิ์เกศา เป็นต้น ต่อมาคำว่า เกศาค่อยๆหายไป กลายเป็นบาร์เบอร์ แทน  

 ร้านให้เช่านิยาย “ลิขิตสาส์น”


      หนังสือในร้านส่วนใหญ่ได้รับจาก อาจารย์วิมลมาศ บรรยายกิจ เมื่อพ.ศ.2537 คุณแม่ของอาจารย์เคยเปิดร้านให้เช่าหนังสือนิยายเมื่อเลิกกิจการจึงบริจาคให้ทำพิพิธภัณฑ์ เป็นหนังสือนิยายไทยยุค 2500 ใบหุ้มปกล้วนแต่วาดได้สวยๆ ทั้งสิ้น เดิมร้านให้เช่นหนังสืออยู่ชั้น 1 โดยสมมติชื่อร้านว่า “ห้างไทยทวี” คุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ได้บริจาคเงินช่วยดูแล
      ปลายปี พ.ศ.2549 ปรับรื้อห้างไทยทวีใหม่เป็นที่ขายบัตรเข้าชมและขายของเล่นสังกะสี จึงย้ายร้านนิยายให้เช่าขึ้นไปชั้น 2 จะให้ชื่อร้านใหม่ว่า ร้าน “ลิขิตสาส์น” (ตั้งใจสะกดคำว่า “สาส์น” ตามที่สะกดกันทั่วไปในยุค 2500) เพื่อเป็นที่ระลึกที่คุณธงชัยช่วยเหลือร้านหนังสือ และทำหน้าที่นายกสมาคมกิจวัฒนธรรมอย่างแข็งขัน