คำว่าฉายา
แปลว่าเงา คนไทยเปรียบการถ่ายรูปว่าเหมือนถ่ายเอาเงาของคน
หรือสัตว์สิ่งของนั้นๆไปใส่ในแผ่นกระดาษจึงได้มีคำว่าชักเงารูป
และช่างภาพหลวงบางคนก็ได้รับราชทินนามว่า ฉายาสาทิศกร
(นายทองดี, นายสะอาด สองพี่น้องนามสกุล จิตราคนี
ได้เป็นช่างภาพหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 )
ในสมัยรัชกาลที่ 6 และสมัยต่อๆมา ร้านถ่ายรูปหลายร้านนิยมเอาคำว่า
ฉายา ใส่ไปในชื่อร้านด้วยเช่น ฉายานรสิงห์ (เป็นร้านของหลวง
ยึดกิจการจากจากห้างโรเบิร์ต เลนส์ ของเยอรมันคราวสงครามโลกครั้งที่
1 อยู่ทแยงกับโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง เปิดดำเนินการเมื่อ
พ.ศ.2461), ฉายาอรุณลักษณ์, ฉายาสงขลา, ฉายาจิตรกร
เป็นต้น |
ตั้งชื่อว่าร้าน ฉายาคลองโพ
บ้านพิพิธภัณฑ์
ซื้อกล้องถ่ายรูปขนาดใหญ่มาจากร้านของเก่าแห่งหนึ่งย่านวงเวียนใหญ่
มีขาตั้งสามขาพร้อมสรรพ สภาพชำรุดและขึ้นสนิมเล็กน้อย
แต่บานพับสำหรับหมุนยืดหดของเลนส์ห้องมืดยังใช้การได้ดี
การดูภาพจากกล้องแบบนี้
ช่างจะมีผ้าสีดำคลุมโปงด้วยเพื่อกันแสงเข้ามารบกวนเวลาดูภาพบนแผ่นกระจก
ภาพที่ปรากฏบนแผ่นกระจกนี้ จะอยู่ในรูปหัวกลับ แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะเมื่ออัดรูปแล้ว
ก็หมุนกระดาษให้ถูกต้องตามทิศทางได้
น่าเสียดายที่ภายหลังบานพับสำหรับหมุนยืดหดเสียเพราะผู้มาเที่ยวมักหมุนที่ดูภาพแรงๆ
ทำให้กรอบไม้หักชำรุดจนต้องถอดออก ไม่สามารถดูภาพได้ดีเหมือนเก่า
อาจารย์สุมิตรา
ขันตยาลงกต แห่งวิทยาลัยเทคนิค ทุ่งมหาเมฆ (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยราชมงคล)
บริจาคเก้าอี้รับแขกจากร้านถ่ายรูปเก่าแก่ของที่บ้านให้พร้อมโครงไม้ขึงฉากถ่ายรูปแบบครึ่งตัว
คุณแฉะ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร
ให้ช่างวาดฉากบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา แลเห็นพระปรางค์วัดอรุณเป็นฉากหลังตามที่ปรากฏในรูปถ่ายของร้านฉายานรสิงห์ให้
พ.ศ.2549-2550
ปรับปรุงห้องเพิ่มตู้ เอากล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายภาพยนตร์ต่างๆที่เคยกระจัดกระจายตามตู้อื่นมารวมไว้ในที่เดียวกัน
|